ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วงที่เกิดขึ้นกับหลายๆสถานศึกษาในประเทศไทยคือ การเล่นการเมืองในโรงเรียนโดยใช้ระบบทุนนิยมพวกพ้องผูกขาดอำนาจในสถานศึกษา มีวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีดังต่อไปนี้คือ
1) การใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อการคอรัปชั่น
2) ใช้กลไกการบริหารเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์และอำนาจให้กลุ่มผู้บริหาร
3) ดำเนินธุรกิจแฝงซ่อนอยู่ในหน้าที่การงานหลัก
4) ตั้งกฏระเบียบอันไม่เป็นธรรมให้กลุ่มตนมีอำนาจในการให้คุณโทษแบบผูกขาดอำนาจ
กลุ่มทุนนิยมพวกพ้องจะส่งเสริมการให้คุณครูในสถานศึกษาฟุ่มเฟือยเป็นหนี้เป็นสินเพื่อเข้าไปควบคุมให้เชื่อฟังด้วยการหยิบยื่นระบบกู้ยืมทางการเงิน,
สร้างอุดมการณ์แบบทุนนิยมผูกขาดในการจัดซื้อจัดจ้าง, ทำประชานิยมแบบผลประโยชน์แอบแฝง,
โจมตีคนคิดต่างและ
ลดความสำคัญวัฒนธรรมเดิมเช่นการให้ความสำคัญ สถาบันชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ลดลง
ทดแทนด้วยชาตินิยมแบบทุนนิยมให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีและวัตถุนิยมหรือการทำธุรกิจยุคใหม่ที่พวกตนสามารถหาประโยชน์ได้
( เช่นมือถือ, ดาวเทียม แท็บเล็ตและแอปพลิเคชัน ) ใช้สื่อประชาสัมพันธ์ป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอำนาจชื่อเสียงและพยายามสร้างกรอบแนวคิดให้คนรุ่นใหม่ออกมาเป็นฐานอำนาจกดดันทางการเมืองอ้างความเป็นประชาธิปไตยเพื่อทำให้พวกพ้องตนขึ้นมามีอำนาจแทนกลุ่มชนชั้นนำที่เคยมีเดิม
ทางที่จะแก้ไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ในอนาคตจึงจำเป็นต้องกำหนดอัตลักษณ์ความเป็นสถาบันการศึกษาของไทย
มีบรรทัดฐานวัฒนธรรมอันอ่อนน้อม ซื่อสัตย์ เป็นผู้นำที่มีความรู้และคุณธรรม เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ส่วนเทคโนโลยีเป็นแค่การปรับหลักสูตรให้ทันยุคสมัย
สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังให้ครูมีคุณธรรมยึดหลักธรรมาภิบาลในการประกอบวิชาชีพครูและคอยควบคุมไม่ให้ครูที่ชอบเล่นการเมืองในสถานศึกษาเหล่านี้สามารถสร้างฐานอำนาจที่เข้มแข็งจากนักเรียน,ผู้ปกครองและศิษย์เก่าที่มีแนวคิดการเมืองแบบเดียวกันได้
ดร.สุปรีชา
หิรัญบูรณะ