วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

Climate Migration and Disasters: Cooperative Security in Southeast Asia

 

The escalating impact of climate change has emerged as one of the most pressing challenges facing Southeast Asia in the 21st century. This region, characterized by its extensive coastlines, densely populated lowlands, and vulnerability to extreme weather events, faces unprecedented challenges in managing climate-induced displacement and migration. This article examines the intricate relationship between climate change, human displacement, and the imperative for cooperative security measures in Southeast Asia.

The scale of climate-induced displacement in Southeast Asia is staggering, with the region accounting for approximately 30% of all displacements in the Asia-Pacific region between 2010 and 2021. During this period, over 225 million people were displaced in the Asia-Pacific region, highlighting the magnitude of the crisis. Countries such as Vietnam, Myanmar, Laos, and Thailand are particularly vulnerable to climate-related disasters, which have resulted in severe economic disruption and widespread displacement of communities.

Climate change manifests in multiple forms that drive displacement and migration. Rising global temperatures have led to more frequent and intense extreme weather events, including typhoons, floods, and droughts. Sea-level rise poses an existential threat to coastal communities, while biodiversity loss impacts traditional livelihoods and food security. These environmental changes force millions of people to relocate annually, with projections suggesting up to 200 million climate migrants globally by 2050.

The concept of climate migration encompasses both voluntary and forced displacement. While some individuals and communities can plan and execute strategic relocation as an adaptation strategy, others face sudden displacement due to rapid-onset disasters. This distinction is crucial for policy development and humanitarian response planning. However, the lack of comprehensive legal frameworks specifically addressing climate migration presents a significant challenge, often leaving displaced populations in precarious situations without adequate protection or support.

Cooperative security has emerged as a crucial framework for addressing these challenges in Southeast Asia. This approach recognizes that climate change and its associated displacement effects transcend national borders and require collaborative solutions. The core principles of cooperative security for climate change include:

Shared Responsibility: Nations must acknowledge their collective obligation to address climate change and its impacts on human mobility. This involves both mitigation efforts to reduce greenhouse gas emissions and adaptation strategies to help vulnerable communities cope with environmental changes.

Holistic Understanding of Security: The security implications of climate migration extend beyond traditional military concerns to encompass human security, environmental security, and economic stability. This comprehensive approach requires integrated policy responses that address multiple dimensions of vulnerability.

Trust-Building Mechanisms: Effective regional cooperation depends on establishing and maintaining trust between nations. This includes sharing data, resources, and expertise related to climate change impacts and migration patterns, as well as coordinating disaster response efforts.

Conflict Prevention: Climate-induced migration can exacerbate existing social tensions and potentially lead to conflict. Cooperative security frameworks must include mechanisms for preventing and managing such conflicts through dialogue, mediation, and equitable resource allocation.

Looking ahead, Southeast Asian nations must strengthen their cooperative security mechanisms to address the growing challenges of climate migration. This includes developing regional frameworks for managing displacement, establishing early warning systems for climate-related disasters, and creating sustainable funding mechanisms for adaptation and resilience-building initiatives.

The success of these efforts will depend on several key factors: political will to implement and enforce cooperative agreements, adequate financial resources for adaptation and mitigation measures, and the capacity to coordinate responses across multiple jurisdictions and stakeholders. Furthermore, the involvement of civil society organizations, local communities, and international partners will be essential in ensuring that cooperative security measures effectively address the needs of displaced populations while promoting regional stability and resilience.

In conclusion, climate migration represents one of the most significant challenges to security and stability in Southeast Asia. The magnitude and complexity of this issue demand a cooperative approach that transcends national boundaries and traditional security paradigms. By strengthening regional cooperation and developing comprehensive frameworks for addressing climate-induced displacement, Southeast Asian nations can better protect vulnerable populations and build resilience against future climate-related challenges. 

                                                                                              Dr.Supreecha Hiranburana

                                                                                                           18/01/2025

 References:

ADB. (2023). Climate Change, Migration and Adaptation in Southeast Asia. Manila: ADB.

IDMC. (2022). Global Report on Internal Displacement 2022. Geneva: IDMC.

IPCC. (2023). Climate Change 2023: Impacts, Adaptation and Vulnerability. Cambridge University Press.

IOM. (2024). Migration, Environment and Climate Change in Asia-Pacific. Bangkok: IOM.

World Bank. (2023). Climate Change Action Plan for Southeast Asia 2021-2025. Washington, DC: World Bank.


วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564

สิ่งที่ได้จากการอ่าน Man of Lamancha

 400กว่าปี ที่ Man of Lamancha อยู่ในใจคนอ่านทั้งโลก ความสำคัญคือ

1.อย่ายอมแพ้ที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้องแม้ในยามที่ไร้อิสรภาพและความยุติธรรม

2.คุณสมบัติของอัศวินที่น่าชื่นชมคือกล้าหาญ,รักเกียรติ,โอบอ้อมอารี,ให้เกียรติสตรี

3.ยอมรับตัวเองและผู้อื่นในสิ่งที่เป็นมากกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น

.. และสุดท้าย..

4.อย่ายอมแพ้ ต่อข้อจำกัดรอบตัวและกล้าที่จะบ้าเดินตามฝันด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง

อาจเพราะมีแนวคิดแบบนี้เมือ 400 ปีที่แล้วมนุษย์ทุกวันนี้จึงมีเสรีภาพมากขึ้นขนาดนี้

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ความรักพวกพ้องของวัฒนธรรมองค์กรไทยแบบดั้งเดิม

 

หลายครั้งที่เราเห็นองค์กรเก่าแก่ของไทยบางแห่งเสื่อมโทรมลงจากที่เคยรุ่งเรืองในอดีต เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ปรับตัว ทำไมไม่ทำโน่นทำนี่ เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปร่วมแก้ปัญหา เราจะก็จะแนะนำให้องค์กรนั้นแก้ปัญหาตามที่เรียนและมีประสบการณ์มาคือแก้ที่ คน งาน และก็เงิน  และแล้วเราก็จะพบกับระบบเครือญาติระบบพวกพ้องที่มีผลกระทบร่วมกันปกป้องไม่ให้เกิดความเปลี่ยนแปลง จนเรารู้สึกว่าเราสู้อยู่คนเดียวไม่มีคนปกป้องสนับสนุนเพราะผู้มีอำนาจแก้ไขได้ไม่อยากมีปัญหากับกลุ่มคนที่อาวุโสหรือมีอำนาจมากกว่า ยึดความเกรงใจในบุคคลมากกว่าความถูกต้อง  แม้เราจะรู้ว่าความไม่ถูกต้องขององค์กรนั้นส่งผลร้ายต่อคนนอกองค์กรจำนวนมากและทำลายชื่อเสียงขององค์กรนั้นมากขึ้นทุกวัน แต่เราก็จะรู้ว่าไม่มีทางที่ลำพังตัวเราจะสามารถแก้ไขได้และไม่อยากอยู่มีส่วนร่วมกับความไม่ถูกต้องนั้น.....และตัดใจเดินจากมาในที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ครูกับระบบทุนนิยมพวกพ้องผูกขาดอำนาจในสถานศึกษา

 

          ประเด็นหลักที่น่าเป็นห่วงที่เกิดขึ้นกับหลายๆสถานศึกษาในประเทศไทยคือ การเล่นการเมืองในโรงเรียนโดยใช้ระบบทุนนิยมพวกพ้องผูกขาดอำนาจในสถานศึกษา มีวิธีการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีดังต่อไปนี้คือ

1) การใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อการคอรัปชั่น 

2) ใช้กลไกการบริหารเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์และอำนาจให้กลุ่มผู้บริหาร 

3) ดำเนินธุรกิจแฝงซ่อนอยู่ในหน้าที่การงานหลัก 

 4) ตั้งกฏระเบียบอันไม่เป็นธรรมให้กลุ่มตนมีอำนาจในการให้คุณโทษแบบผูกขาดอำนาจ

        กลุ่มทุนนิยมพวกพ้องจะส่งเสริมการให้คุณครูในสถานศึกษาฟุ่มเฟือยเป็นหนี้เป็นสินเพื่อเข้าไปควบคุมให้เชื่อฟังด้วยการหยิบยื่นระบบกู้ยืมทางการเงิน, สร้างอุดมการณ์แบบทุนนิยมผูกขาดในการจัดซื้อจัดจ้าง, ทำประชานิยมแบบผลประโยชน์แอบแฝง,  โจมตีคนคิดต่างและ ลดความสำคัญวัฒนธรรมเดิมเช่นการให้ความสำคัญ สถาบันชาติ ศาสนาและสถาบันกษัตริย์ลดลง ทดแทนด้วยชาตินิยมแบบทุนนิยมให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีและวัตถุนิยมหรือการทำธุรกิจยุคใหม่ที่พวกตนสามารถหาประโยชน์ได้ ( เช่นมือถือ, ดาวเทียม แท็บเล็ตและแอปพลิเคชัน  ) ใช้สื่อประชาสัมพันธ์ป็นเครื่องมือหลักในการสร้างอำนาจชื่อเสียงและพยายามสร้างกรอบแนวคิดให้คนรุ่นใหม่ออกมาเป็นฐานอำนาจกดดันทางการเมืองอ้างความเป็นประชาธิปไตยเพื่อทำให้พวกพ้องตนขึ้นมามีอำนาจแทนกลุ่มชนชั้นนำที่เคยมีเดิม

       ทางที่จะแก้ไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ในอนาคตจึงจำเป็นต้องกำหนดอัตลักษณ์ความเป็นสถาบันการศึกษาของไทย มีบรรทัดฐานวัฒนธรรมอันอ่อนน้อม ซื่อสัตย์ เป็นผู้นำที่มีความรู้และคุณธรรม  เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ส่วนเทคโนโลยีเป็นแค่การปรับหลักสูตรให้ทันยุคสมัย  สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังให้ครูมีคุณธรรมยึดหลักธรรมาภิบาลในการประกอบวิชาชีพครูและคอยควบคุมไม่ให้ครูที่ชอบเล่นการเมืองในสถานศึกษาเหล่านี้สามารถสร้างฐานอำนาจที่เข้มแข็งจากนักเรียน,ผู้ปกครองและศิษย์เก่าที่มีแนวคิดการเมืองแบบเดียวกันได้

                                                                               ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ

                                

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

ความสูญเสียของท้องถิ่นไทยภายใต้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมผูกขาด

 

 

“ ความสูญเสียของท้องถิ่นไทยภายใต้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมผูกขาด "

 

            การเมืองการปกครองของประเทศไทยก่อนการเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ.2475  เป็นรูปแบบการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอำนาจการปกครองนั้นขึ้นอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์และกระจายอำนาจให้กับข้าราชการโดยแบ่งเป็นพื้นที่การปกครองให้กับเจ้าเมืองและขุนนางตามรูปแบบของระบบศักดินา ความสัมพันธ์ของประชาชนกับระบบข้าราชการเป็นลักษณะของสังคมพวกพ้อง แต่เนื่องด้วยประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ทางภูมิศาสตร์อันเหมาะแก่การทำอาชีพเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ดังคำกล่าวว่า “ในน้ำมีปลาในนามีข้าว”  ดังนั้นลักษณะนิสัยของสังคมไทยในอดีตจึงเป็นสังคมแห่งการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รักพวกพ้อง แต่ก็มีน้ำใจที่ดีงามต่อผู้อื่นเช่นกัน ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมชนบทไทยเกิดขึ้นจากการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาทางอุตสาหกรรมมีความต้องการค้นหาแหล่งทรัพยากรเพื่อนำมาผลิตสินค้าและหาตลาดในการจำหน่าย เริ่มต้นจากการบีบบังคับด้วยกองกำลังทางทหาร และพยายามปลูกฝังความคิดของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีเจตนาเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังนั้นประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงได้รับอารยธรรมตะวันตกและถูกบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองและระบบเศรษฐกิจไปตามรูปแบบของประเทศตะวันตก

 

            สำหรับประเทศไทยได้ใช้หลักการจัดระเบียบการปกครองทั้ง 3 รูปแบบ ในการกระจายอำนาจให้การปกครองท้องถิ่นของไทย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

 

1.การปฏิรูประบบราชการสมัย ร.5 จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ช่วงนี้รัฐยังรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ การแบ่งอำนาจให้ภูมิภาค และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นยังมีน้อย ในส่วนกลางมีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ส่วนภูมิภาคมีการจัดตั้งแขวง อำเภอ เมือง ส่วนท้องถิ่นมีการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ กับสุขาภิบาลหัวเมือง โดยได้ตรา พระราชบัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 ขึ้น รองรับการจัดตั้งสุขาภิบาลในพื้นที่ที่พร้อม ซึ่งมีการจัดตั้งน้อยมาก ไม่ได้ขยายไปทั่วราชอาณาจักร

 

2. การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2540 เป็นช่วง 65 ปีที่มีวิวัฒนาการของการปกครองท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจมาก เริ่มจากการจัดตั้งเทศบาลในปี 2476 สภาจังหวัดในปี 2481 สุขาภิบาลในปี 2495 องค์การบริหารส่วนตำบลในปี 2499 เป็นการเริ่มให้มีรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในเขตเมืองก่อน แม้จะมีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น แต่ผู้บริหารของสุขาภิบาลและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยังมาจากข้าราชการและ ผู้บริหาร อบต. มาจากกำนัน ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นเริ่มมีการจัดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2518 เมืองพัทยาเมื่อปี 2521 ต่อมาก็ได้มีการปรับรูปแบบขององค์กร ปกครองท้องถิ่นให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 [1]

 

3. ปี 2540 - ปัจจุบัน มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงได้กำหนดเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไว้ชัดเจนขึ้น โดยให้ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการบริหารงานของตนเองมากขึ้น ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง เพิ่มเติมหน้าที่เกี่ยวกับการทำนุบำรุง ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณีท้องถิ่น และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยมีกฎหมายรองรับให้มีเป้าหมายในการกระจายอำนาจที่ชัดเจน เช่น ให้ท้องถิ่นมี รายได้เป็น 20 % ของรายได้รัฐบาลภายในปี 2544 และ 35 % ภายในปี 2549[2]  การดำเนินการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค กับท้องถิ่น ทำให้ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายของ ท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และจัดตั้งองค์กรรองรับเพื่อให้การกระจายอำนาจการปกครองแก่ท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบฉบับต่างๆ

 

 

ประเภทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

     ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด,เทศบาล,องค์การบริหารส่วนตำบล และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ คือ เมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร

 

ปัญหาที่เกิดและสร้างความสูญเสียต่อท้องถิ่นไทยภายใต้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยผูกขาด

1. เกิดการแข่งขันในการซื้อเสียงของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นในการเลือกตั้งทำให้มี 

    ปัญหาในการคอรัปชั่นเพื่อคืนทุนมากกว่าการมุ่งพัฒนาท้องถิ่น

2. เนื่องจากมีการคอรัปชั่นทำให้เกิดปัญหาการถูกตัดสิทธิทางการเมืองและมีการเลือกตั้ง

    บ่อย ส่งผลให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง

3. ระบบพวกพ้องของนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้มีการจัดสรรบุคลากรที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยขน์ส่วนรวมมาทำหน้าที่ในการบริหารงานและสร้างการคอรัปชั่นอย่างเป็นระบบภายในองค์กรท้องถิ่น

4. การกินเปอร์เซ็นต์จากการจัดซื้อจัดจ้างและลงทุนซึ่ง ทำให้งบประมาณที่

   ทางรัฐมอบให้ถูกนำไปใช้อย่างไร้ประสิทธิผล

5. การตรวจสอบการทุจริตของหน่วยงานรัฐก็มีการรับสินบนเองอีกทั้งมีการสนับสนุนจากนักการเมือง พรรคการเมือง และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทำให้การคอรัปชั่นขององค์กรท้องถิ่นเป็นไปอย่างเสรี

 

6. เกิดระบบทุนนิยมแข่งขันอย่างเสรีกึ่งผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติ ส่งผลให้ชาวบ้านท้องถิ่นประสบปัญหาการประกอบอาชีพภายใต้กลไกผูกขาดของนายทุน

 

บทสรุปการแก้ปัญหาความสูญเสียของท้องถิ่นไทยภายใต้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมผูกขาด

            การแก้ปัญหาความสูญเสียของท้องถิ่นไทยภายใต้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมต้องเริ่มที่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นของประเทศไทย  การพัฒนานั้นจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมทางการเมืองท้องถิ่นของไทยและหาแนวทางเพื่อปรับรูปแบบการปกครองท้องถิ่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องพยายามไม่แทรกแซงและให้อำนาจต่อท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมปราศจากประโยชน์แอบแฝง และในปัจจุบันที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของท้องถิ่น ภาครัฐจำเป็นที่ต้องให้การสนับสนุนผ่านอำนาจส่วนภูมิภาคในการถ่วงดุลอำนาจและส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งโดยนำส่วนดีของวัฒนธรรมท้องถิ่นเดิมมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเพื่อสร้างสังคมชุมชนท้องถิ่นที่มีความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยควบคู่กับการดำเนินชีวิตตามแบบสังคมพุทธศาสนาหรือสังคมไทยดั้งเดิมที่มีการช่วยเหลือกันมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนทั้งในด้านความเจริญทางวัตถุและคุณภาพของประชากรที่มีทั้งการศึกษาที่ดีคู่คุณธรรมและวัฒนธรรมที่งดงามตามแบบสังคมไทยแต่เดิม

 

                                     ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ

                                                            23 กันยายน พ..2563                        



[1] รุปสำหรับผู้บริหารเรื่อง การกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่นของประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นhttp://www.local.moi.go.th/webst/decon.htm

[2] การก าหนดเป้าหมายสัดส่วนรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล, สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง http://www.fpo.go.th/main/getattachment/General-information-public-service/Finance-of-general-observation/5513/CNT0015593-1.pdf.aspx

" การฟื้นฟูวิทยาศาสตร์และศิลปะช่วยสร้างหรือทำลายศีลธรรมของมนุษย์ "

 

 

" การฟื้นฟูวิทยาศาสตร์และศิลปะช่วยสร้างหรือทำลายศีลธรรมของมนุษย์ "

 

     การฟื้นฟูวิทยาศาสตร์และศิลปะทำให้ผู้คนเปิดกว้างทางความคิด เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์ในทางรัฐศาสตร์ การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) หมายถึงการเกิดใหม่ของการศึกษา การฟื้นฟูอุดมคติ ศิลปะและวรรณกรรม[1] เป็นยุคเริ่มต้นของการแสวงหาสิทธิเสรีภาพและความคิดอันไร้ขอบเขตของมนุษย์ที่เคยถูกจำกัดโดยกฎเกณฑ์และข้อบังคับของคริสต์ศาสนา  สาเหตุของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการคือ  เมื่อยุโรปฟื้นตัวจากการซบเซาเศรษฐกิจ ผู้คนจึงหันมาใส่ใจในศิลปะมากขึ้นอีกทั้ง พระประพฤติตนไม่เหมาะสม ประชาชนเสื่อมศรัทธาในศาสนา วิทยาศาสตร์สร้างความรู้ที่ทำให้ผู้คนศรัทธาในพระเจ้าเปลี่ยนไป มนุษย์จึงหันมานิยมในความสวยงามที่มนุษย์ด้วยกันสร้างสรรค์ขึ้น ยุคเรเนซองส์ (Renaissance )อยู่ในช่วงศตวรรษที่ 14-15 เป็นยุคที่มนุษย์ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย หรูหรา หลงในกามรมณ์อย่างที่สุด[2] ช่วงเวลาหรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการในยุโรป ทำให้เกิดเสรีภาพใหม่ในการพัฒนาตนเอง มีการพัฒนาการในเรื่องแนวคิดใหม่ๆ ของศิลปะและสถาปัตยกรรม, วรรณคดี, ดนตรี, ปรัชญา, การเมือง และวิทยาศาสตร์

 

     สิ่งที่เกิดขึ้นจากการฟื้นฟูวิทยาศาสตร์และศิลปะทำให้เกิดวิวัฒนาการใหม่ทางศิลปะและเทคโนโลยีรวมถึงรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมต่อยุคสมัย  แต่ในเวลาเดียวกันก็ทำให้มนุษย์เคยชินต่อเหตุและผลคำนึงถึงการพัฒนาทางวัตถุมากเกินไป มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์จากการล่าอาณานิคม ยึดดินแดนทรัพยากรของดินแดนที่พัฒาน้อยกว่า กดขี่ข่มเหงด้วยกำลังทหารและเอาเปรียบทางเศรษฐกิจต่อชาวชนเผ่าพืนเมืองในดินแดนต่างๆ  ทำให้เกิดความเสื่อมทางศีลธรรมและจริยธรรมอันเกิดจากการทำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงการสร้างผลประโยชน์จากการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อต่างๆ ลัทธิและความเชื่ออันทำให้เกิดความเป็นวัตถุนิยมมากเกินไป  ความเสื่อมทางศิลธรรมอันเกิดจากการฟื้นฟูทางวิทยาศาสตร์และศาสนาที่เห็นได้ชัดคือ การห่างจากคำสอนทางศาสนา มนุษย์เกรงกลัวในบาปน้อยลงเพราะมีความรู้ว่าไม่มีสวรรค์อยู่บนโลกและไม่มีนรกอยู่ใต้โลกอย่างที่คำสอนในศาสนาเคยสอนไว้ มนุษย์มีความสามัคคีน้อยลงเพราะต้องแข่งขันแย่งชิงมากขึ้นในยุคของทุนนิยมการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมีน้อยลง

 

บทสรุปของเรื่องนี้ก็คือคือการฟื้นฟูวิทยาศาสตร์และศิลปะนั้นให้ประโยชน์กับมนุษย์มากแต่มนุษย์เองกลับนำมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องและละทิ้งสิ่งดีงามที่มีในอดีต  แต่ก็ใช่ทั้งหมดที่นำการพัฒนานี้มาใช้อย่างผิด ยังมีมนุษย์บางกลุ่มที่พัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับศีลธรรม เมื่อเป็นดังนี้จึงเกิดความสมดุลย์บ้างเพราะท่ามกลางผู้ทำลายยังมีผู้สร้างสรรค์ ผู้พยามยามหาทางหนีออกจากบ่วงปัญหาเดิม แสวงหารูปแบบการดำเนินชีวิตและหลักการที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมมีความสมดุลย์เกิดเป็นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์ใหม่ที่พัฒนาทั้งระบบเสรษฐกิจการเมืองความมั่นคงที่มีคุณธรรมเอันเหมาะสมกับวัฒนธรรมการเมืองของตนเอง แต่ก็จะถูกผู้มีอิทธิพลเจ้าลัทธิเดิมพยายามขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อรักษาประโยชน์จากระบบที่เคยได้สร้างไว้มาหลายศตวรรษ

 

                                                                                                 ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ

                                                             23 กันยายน 2563

                                ......................................................................................................

 



[1]  ศัพท์ศิลปะ ราชบัณฑิตยสถาน

[2] https://historyxsite.wordpress.com/2017/09/24/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81/

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

ความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคในศตวรรษที่ 21

ความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคในศตวรรษที่ 21

            ความร่วมมือด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ( Regional security cooperation in the early 21st century ))[1]   
          องค์กรระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคได้แพร่กระจายออกไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 และด้วยกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงภายหลังยุคสิ้นสุดสงครามเย็นในปี ค.ศ. 1990 ทำให้เกิดภารกิจที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

วัตถุประสงค์ของความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคหลังยุคสงครามเย็น  1991 - ศตวรรษที่ 21

 1. การจัดตั้งและดำรงไว้ซึ่งสันติภาพของภูมิภาค

                      การวิเคราะห์ในแง่ของระบบความมั่นคงในเรื่องวัตถุประสงค์ที่กลุ่มความมั่นคงในระดับภูมิภาคสามารถดำเนินการขั้นพื้นฐานที่สุดคือการเจรจาด้านความมั่นคงและการจัดการความขัดแย้งที่มีเป้าหมายไปที่การสร้างหรือรักษาความสงบภายในภูมิภาคทุกภูมิภาคต้องมีการป้องกันความขัดแย้งที่ชัดเจนและมีเครื่องมือในการจัดการที่มีประสิทธิภาพ


 
2. การลดบทบาทของการทำสงครามในระบบทหารตามรูปแบบเดิมและเพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติการในการรักษาสันติภาพและภัยคุกคามนอกรูปแบบ
                       กลุ่มสามารถพัฒนาระบบความร่วมมือทางทหารร่วมกันบนพื้นฐานของความยับยั้งชั่งใจเพื่อลดอันตรายจากการดำเนินกิจกรรมทางทหาร และสร้างขีดความสามารถร่วมกันสำหรับความมั่นคงใน รูปแบบเดิมและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่เพื่อสร้างภารกิจสันติภาพที่มั่นคงในภูมิภาค
 
 3.  การวางแผนโครงสร้างที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและเคารพต่อสิทธิมนุษยชน
                      รัฐบาลของทุกประเทศภายในองค์กรระดับภูมิภาคสามารถส่งเสริมประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยและมีความปลอดภัยซึ่งความใฝ่ฝันนี้ได้รับคุณลักษณะมาจากองค์กรยุโรป แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติเป็นอย่างมากในเอเชียและตะวันออกกลาง
 
 4.ความร่วมมือในภูมิภาคจะสร้างบรรยากาศในทางเศรษฐกิจและมีเสรีภาพที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการเอาชนะต่อภัยคุกคามนอกรูปแบบ
                     ความร่วมมือระดับภูมิภาคสามารถส่งเสริมการรักษาความมั่นคงเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจโดยพัฒนาปรับปรุงให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจและการพึ่งพาซึ่งกันและกันตามแนวทางความร่วมมือการทำงานกับความเสี่ยงและความท้าทายโดยภัยคุกคามใหม่ของการก่อการร้ายและการแพร่กระจายของภัยคุกคามรูปแบบใหม่
 
5.การวิเคราะห์ประสิทธิผลความร่วมมือด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21  
           5.1 คำนึงถึงสิทธิมนุษยธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
           5.2  ขีดความสามารถในการวางรูปแบบและการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม
          5.3ความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่ได้รับบรรยากาศในทางเศรษฐกิจและมีเสรีภาพที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการเอาชนะต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่
 
            ความร่วมมือความมั่นคงในภูมิภาคนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบจากมุมมองของคุณภาพกฎเกณฑ์และประสิทธิผลในเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นด้านความร่วมมือที่เป็นอิสระและการดำเนินการเป็นประชาธิปไตยหรือการใช้วิธีการที่เป็นศูนย์รวมกับกลุ่มอื่นหรือบุคคลภายนอกทั่วไปหรือแสดงความสามารถในการเติบโตและปรับตัวและการให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความพยายามในการลงทุน  เป็นการยากที่จะพูดในสิ่งที่เงื่อนไขว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ : บางกลุ่มได้ทำงานได้ดีแม้จะมีสมาชิกมากกว่ากลุ่มอื่นแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผลแบบบูรณาการได้อย่างล้ำลึกในกรณีดังกล่าว ในภูมิภาคที่มีความหลากหลายของรัฐ, ความแตกต่างของการพัฒนาและแม้กระทั่งในการเผชิญกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมแลประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง
            ความร่วมมือความมั่นคงในภูมิภาคได้กลายเป็นที่ยึดที่มั่นและยังคงแพร่กระจายต่อไป มติที่แตกต่างและการสร้างสันติภาพจากความร่วมมือระหว่างรัฐคือการรักษาความปลอดภัย ภัยคุกคามรูปแบบเดิมและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ซึ่งหลักการความสำเร็จของการรักษาความมั่นคงจะเกิดขึ้นได้ตราบเท่าที่พวกเขายังทำงานอยู่ภายในกรอบของบรรทัดฐานของสหประชาชาติและอื่น แต่ยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบที่ประเทศต่างๆในกลุ่มจะได้รับในทางปฏิบัติ วัตถุประสงค์การวิจัยต่อไปในปรากฏการณ์การรักษาความมั่นคงในระดับภูมิภาคจะเป็นประโยชน์จากมุมมองนี้และยังสำหรับการค้นพบวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ได้เห็นถึงความสูญเสียไปจากผลประโยชน์ของตนอย่างชัดเจน
 
 


 





1. ALYSON J. K. BAILES  (SIPRI Yearbook 2006: Armaments, Disarmament and International Security )


Climate Migration and Disasters: Cooperative Security in Southeast Asia

  The escalating impact of climate change has emerged as one of the most pressing challenges facing Southeast Asia in the 21st century. This...