วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติร่วมกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้





ในปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังประสบภัยธรรมชาติมากขึ้น เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอันส่ง    ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในภูมิภาคจากภัยธรรมชาติที่มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นนั้นจัดเป็นภัยคุกคามที่สำคัญ การเกิดภัยธรรมชาติแต่ละครั้งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก การเกิดขึ้นของภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น อุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย ภัยแล้ง ภัยจากอากาศร้อนจัดภัยจากอากาศหนาวจัด ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว สึนามิ ฯลฯ ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติโดยรวม เช่น การเกิดภัยพิบัติจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่อินโดนีเซีย เขตปกครองพิเศษอาเจะห์ ในปี ค.. 2004 เหตุการณ์พายุหมุนนาร์กิส ประเทศพม่า ในปี ค.. 2008 และวิกฤติมหา-อุทกภัย อาเซียน ในปี ค.. 2011 ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ และสูญเสียชีวิตไปจำนวนมาก

แผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนปี ค.. 2009-2015 กล่าวถึงความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติไว้ในเสาหลักด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน  B5 ประกอบด้วย กิจกรรมเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างทหารและพลเรือนในการตอบสนองต่อสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การจัดทำมาตรฐานวิธีปฏิบัติสำหรับการเตรียมความพร้อมระดับภูมิภาคการประสานงานร่วมด้านการบรรเทาภัยพิบัติ และการตอบโต้สถานการณ์ฉุกเฉิน การเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการภัยพิบัติของอาเซียนและเสาหลักด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน  รวมถึงการพัฒนายุทธศาสตร์สำหรับการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม และความร่วมมือด้านการบรรเทาภัยพิบัติ และเสาหลักด้านประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนข้อ B7 กล่าวถึงมาตรการในการดำเนินการตามความตกลงอาเซียนฯ ภายใน ปี ค.ศ. 2015 การสนับสนุนการจัดตั้งและการดำเนินงานของ ศูนย์ประสานงานอาเซียนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม (ASEAN Coordinating Centre for Humanitarian Assistance--AHA Centre)

การเสริมสร้างขีดความสามารถในสาขาที่มีความจำเป็นเร่งด่วนการสร้างเครือข่ายอาเซียนเพื่อแบ่งปันข้อมูล การส่งเสริมความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติและการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและพร้อมรับมือภัยพิบัติในชุมชน (วิทยาลัยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, 2558) ภาวะอุทกภัย พายุมรสุม พายุไต้ฝุ่น แผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิด เป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อประเทศที่ประสบภัยพิบัติจึงได้เกิดการลงนามในปฏิญญาอาเซียนและจัดตั้ง คณะกรรมการ-จัดการพิบัติภัยอาเซียน (ASEAN Committee on Disaster Management--ACDM)” .. 2003 ประกอบด้วย ตัวแทนจากรัฐสมาชิกอาเซียนในระดับหัวหน้าหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพิบัติภัยต่าง ๆ ทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติและที่เกิดโดยมนุษย์ มีหน้าที่รับผิดชอบประสานจัดการงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในอาเซียนในเรื่องการช่วยเหลือและฟื้นฟูเหตุวินาศภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคทางด้านแจ้งเตือนภัย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจะช่วยให้ลดการสูญเสียจึงทำให้ประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม พม่า กัมพูชา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว สิงคโปร์ และบรูไน ได้เล็งเห็นปัญหา และร่วมมือกันสร้างกรอบการทำงานบริหารจัดการภัยพิบัติในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้จะมีการพัฒนาความตกลงในภูมิภาคว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติ และการทำงานในภาวะฉุกเฉิน พัฒนามาตรฐานการทำงานช่วยเหลือในยามเกิดภัยพิบัติตามความตกลง เสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของคณะทำงานในแต่ละประเทศสมาชิกเพื่อช่วยเหลือแบบฉุกเฉินฉับพลันในยามเกิดภัยพิบัติและจัดกิจกรรมซ้อมรับมือภัยพิบัติในอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ

 


 
                                                                                           ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ
                                                                                          11 กรกฎาคม พ.ศ.2561

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทฤษฎสีรรค์สร้างนิยม ( ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ )


แนวคิดหลักของทฤษฎีสรรคส์ร้างนิยม (constructivism) คือ การเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เน้นการศึกษาปัจจัยภายนอกมาเป็นสิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด กระบวนการคิด  Alexander Wendt  ได้ยกตัวอย่างด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของ เยอรมนีกับเดนมาร์กในช่วงเวลา ปี ค.ศ. 1940-2000 ทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกัน ในเรื่องผลประโยชน์ของประเทศ จึงทำให้ต่างมองกันว่าเป็นศัตรูคู่แข่งในด้านต่างๆ    แต่ในปี ค.ศ. 2000 ทั้งสองประเทศกลับมาเป็นมิตรและช่วยเหลือกัน เราจะเห็นได้ว่า ผลประโยชน์หรืออำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของสอง ประเทศนี้ แต่จะต้องมองถึงทัศนคติของแต่ละชาติด้วย  นักคิดแนวสรรค์สร้างนิยมมองว่าความร่วมมือด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นไม่ได้เกิดจากเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์เพียงเท่านั้นแต่ยังได้รับ อิทธิพลจากปัจจยัทางสังคมดา้นอื่น ๆ ด้วยโดยให้ความสำคัญต่อ 3 ด้านที่สำคัญคือ บรรทัดฐาน (norm) อัตลกัษณ์ (identity) และวัฒนธรรม (culture) เพราะระบบ โครงสร้างทางสังคมภายในของรัฐสามารถ ส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมระหว่าง ประเทศและในเวลาเดียวกันระบบความสัมพันธ์ของสังคมระหว่างประเทศก็สามารถ ส่งผลถึงโครงสร้างสังคมภายในรัฐด้วยเช่นกัน

บรรทัดฐาน (norm)  บรรทดัฐานทางสังคม คือ แบบแผน กฎเกณฑ์ข้อบังคับ มาตรฐาน รวมไปถึง ความเคยชินหรือขนบธรรมเนียมในการปฏิบัติของคนในสังคมที่มนุษย์ได้สรรคส์ร้างขึ้นมาเพื่อกำหนดพฤติกรรมและควบคุมผลประโยชน์ของสังคม บรรทัดฐานทาง สังคมจะเป็นตัวกำหนดกรอบ หรือเป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมต่างประเทศของผู้แสดงในสังคมระหว่างประเทศ

อัตลักษณ์ (identity) อัตลักษณ์ทางสังคมคือการมีแนวคิดที่ยึดถือร่วมกัน แนวคิดคิดสรรค์สร้างนิยม (conctructivism) มองว่ารัฐนั้นเป็นผู้แสดงที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย โครงสร้างของอัตลักษณ์นั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ต่างก็มีอิทธิพลซึ่งกันและกันจนทำให้ก่อเกิดการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา สิ่งที่เป็นปัจจัยในการกำหนด โครงสร้างของสังคมมนุษย์นั้นไม่ใช่พลังทางวัตถุหากแต่เป็นแนวคิดที่ยึดถือร่วมกันที่ เป็นตัวกำหนดอัตลักษณ์และผลประโยชน์ของตัวแสดงต่างๆ ในสังคม

วัฒนธรรม (culture) วัฒนธรรมตามความหมายของแนวคิดคิดสรรคส์ร้างนิยมหมายถึงตัวแบบของ การมีวัฒนธรรมร่วมกันหรืออัตลักษณ์ร่วมกันโดยยึดถือโดยข้อบังคับที่กำหนดเป็นมาตรฐานเฉพาะ (บรรทัดฐาน และคุณค่า) และการเรียนรู้กฎระเบียบรวมถึงแบบอย่างที่เป็นมาตรฐาน

 

                                                                                

                                                                      

                                                                          ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ

                                                                         12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความมั่นคงเชิงความร่วมมือ ( Cooperative Security )


ความมั่นคงเชิงความร่วมมือ (cooperative security) คือ หลักการเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายด้วยการได้รับความยินยอมพร้อมใจกันมากกว่าจะใช้การคุกคามหรือใช้กำลังบังคับ (Nolan, 1994, pp. 4-5)

ความมั่นคงเชิงความร่วมมือ ได้กลายเป็นที่นิยมนับตั้งแต่ การสิ้นสุดของ สงครามเย็น แม้ว่าจะยังไม่ได้รับคำนิยามอันเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปแต่ก็ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นในการประกาศ วิธีการใหม่เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กลยุทธ์การเข้าสู่แนวคิดในการสร้างความสงบสุขและความสามัคคีระหว่างประเทศ คือการนำเสนอรูปแบบของความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ ครอบคลุมการรักษาความมั่นคง-ระหว่างประเทศแบบดั้งเดิมคือการเตรียมการรักษาความปลอดภัยและการป้องกัน ภายในกลุ่ม และเพิ่มองค์ประกอบใหม่การรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลหรือความมั่นคงภายในประเทศและการส่งเสริมเสถียรภาพความมั่นคง การเกิดใหม่ของแนวคิด ความร่วมมือด้านความมั่นคงไม่ได้เป็นเรื่องของสงครามแต่เพียงอย่างเดียวแต่ผสมแนวคิดด้านในเรื่องของสันติภาพ

ความมั่นคงเชิงความร่วมมือเป็นระบบยุทธศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานของรัฐ-ประชาธิปไตยเสรีนิยมที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระหว่างพันธมิตรที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตลอดจนสถาบันต่าง ๆ ที่ยึดถือระบบคุณค่าเดียวกันและมีความร่วมมือทางด้านการป้องกันประเทศ ด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจที่โปร่งใสในระบบ           ความมั่นคงเชิงความร่วมมือ เป้าหมายต่าง ๆ ของความมั่นคงแห่งชาติของรัฐแต่ละรัฐเชื่องโยงกันในระบบความมั่นคงเชิงความร่วมมือ (cooperative security) เชื่องโยงกันผ่านวงแหวนที่เป็นตัวเสริมความมั่นคง 4 วง (Cohen, 2001, pp. 7-11)


1. ความมั่นคงระดับประเทศ (individual security)

ความมั่นคงระดับประเทศ (individual security) คือ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในขอบเขตของตัวเองและการรักษาความปลอดภัย ด้านความมั่นคงส่วนบุคคลในที่นี้หมายถึงในส่วนของความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศ (national security) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงในด้านความมั่นคงส่วนบุคคลนั้นเป็นการมุ่งเน้นในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในของตนเองโดยมีปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงส่วนบุคคล หรือสิ่งที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแคนาดา lloyd Axworthy ให้ความนิยมว่า“ความมั่นคงของมนุษย์” ระบบความมั่นคงส่วนบุคคล ระหว่างประเทศที่สร้างขึ้นจากแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย สร้างอุดมคติและผลักดันให้เกิดการปกป้องเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลที่เป็นแกนกลางของความมั่นคงรูปแบบอื่น ๆ ทั้งหมด

วัตถุประสงค์หลักของความมั่นคงแห่งชาติภายใน ระบบการทำงานระบบความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แต่ละประเทศจะต้องปรับเปลี่ยนสร้างขึ้นโดยบุคคลของพวกเขาเองและคำนึงถึง ผลประโยชน์ของชาติในระยะยาวร่วมกัน พวกเขาทำเช่นนั้นเพราะพวกเขาตัดสินผลประโยชน์ร่วมกันของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญที่จะมากขึ้นกว่าที่พวกเขาได้ด้วยตัวเอง องค์ประกอบนี้เป็นพื้นฐานของความสำเร็จของการรักษา                ความปลอดภัยของระบบความร่วมมือด้านความมั่นคง ความเสียหายของการรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลของรัฐหนึ่งนั้นสามารถส่งผลให้ประเทศสมาชิกอื่นอาจจะพบว่าการรักษาความมั่นคงในกลุ่มลดลง


2. ความมั่นคงร่วมกัน (collective security)

การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพภายในร่วมกัน หมายถึง การรักษาความสงบสุขและความมั่นคงภายในภูมิภาคร่วมกันซึ่งเป็นการรักษาความปลอดภัยและส่งเสริมแนวคิดของการรักษาความมั่นคงของกลุ่มคือ การป้องกันจากภัยคุกคามและ    การรุกรานกันเองในกลุ่มสมาชิก ระบบความร่วมมือด้านความมั่นคงโดยรวมยัง รวมถึงการร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในการโต้ตอบภัยคุกคามทั่วไป เช่น การก่อการ-ร้ายอาชญากรรมที่ผิดกฎหมาย การตรวจคนเข้าเมือง ภัยจากยาเสพติดและปัญหามลพิษและการวางแผนร่วมกันในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือที่ภัยอื่น ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น 

  

3. การป้องกันร่วมกัน (collective defense)

การป้องกันร่วมกันกับการรุกรานจากภายนอก การป้องกันร่วมกันมีคุณลักษณะที่สำคัญของการทำสัญญาและความร่วมมือกันทางทหารที่เชื่อถือได้ในการป้องกันการรุกรานหรือการคุกคามจากนอกระบบ เป็นความร่วมมือกันในระดับกลาโหมภายในภูมิภาค


4. การส่งเสริมเสถียรภาพ (promoting stability)

ความร่วมมือด้านความมั่นคงในการส่งเสริมความมั่นคงในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีความขัดแย้ง และอาจเป็นภัยคุกคามความต่อความมั่นคงของกลุ่มที่ โดยใช้วิธีการทางการเมือง การให้ข้อมูล การเศรษฐกิจและถ้าจำเป็นก็เป็นการสนับสนุนด้านการทหาร (การส่งเสริมความมั่นคง) ส่งเสริมเสถียรภาพแข็งขัน คือ ระดับสุดท้ายของระบบความร่วมมือด้านความมั่นคงที่พยายามจะร่วมมือกันป้องกันและสร้างความได้เปรียบ รวมถึงดูแลเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่รอบ ๆ โดยแข็งขัน ในระดับนี้จึงเป็นการรักษาระบบความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีความสำคัญมากที่สุด

                                                      ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ
                                                         09/07/2561

ความมั่นคงเชิงความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้


การทำความเข้าใจในเรื่องของความมั่นคงเชิงความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงพัฒนาการความร่วมมือตั้งแต่จุดเริ่มต้น ย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1960 แนวคิดการรวมตัวของอาเซียนนั้นเกิดจากภัยคุกคามจากสงครามเย็น (cold war) อันเป็นการแข่งขันกันระหว่างค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก่อให้เกิดการปะทะกันในหลายพื้นที่รวมถึงในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้รัฐบาลหรือผู้นำประเทศของกลุ่มประเทศที่โน้มเอียงไปทางสนับสนุนการปกครองแบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยตระหนักถึงภัยคุกคามร้ายแรงที่สามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อการถูกรุกรานจากประเทศภายใต้การสนับสนุนของประเทศในระบอบคอมมิวนิสต์ จากการวิเคราะห์ตามแนวทฤษฎีโดมิโน (Domino theory) ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าหากประเทศในอินโดจีน ที่ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว และ กัมพูชากลายเป็นระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์แล้วประเทศที่เหลือในภูมิภาคก็จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ด้วย ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มมีแนวคิดในการร่วมมือกันด้านความมั่นคงเพื่อต่อต้านภัยคุกคาม ร่วมกัน จึงจัดตั้งเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations) หรือที่นิยมเรียกแบบสั้น ๆ ว่า อาเซียน ภายใต้ “ปฏิญญา-กรุงเทพฯ” (Bangkok Declaration) หรือที่เรียกว่าปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 สมาชิกเริ่มต้นเพียง 5 ประเทศที่ไม่สนับสนุนลัทธิสังคมนิยมคือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ทั้งห้าประเทศ  โดยมีฝ่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นแกนนำ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเหตุผลหลักของความร่วมมือเชิงความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มจากความร่วมมือทางทหารเป็นหลักในการต่อต้านภัยคุกคามจากสังคมนิยมคอมมิวนิสต์

หลังทศวรรษ 1980 การขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเริ่มลดลง สืบเนื่อง มาจากการล่มสลายของระบบการปกครองคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและความเปลี่ยนแปลงในสหภาพโซเวียตโดยประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ รัฐต่าง ๆ ในสหภาพโซเวียตต่างแยกตัวเป็นประเทศ-อิสระปกครองตนเอง ทำให้สหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1991 ส่งผลให้มีการสลายตัวขององค์การร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สังคมนิยมมีผลทำให้การเผชิญหน้าระหว่างประเทศมหาอำนาจตะวันออกตะวันตกได้จบลงถือการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็น

บทสรุปของการของความมั่นคงเชิงความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้ว่าหากมองจากวัตถุประสงค์ของการรวมเป็นอาเซียนข้อแรกโดยเฉพาะของด้านทหารเราไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะมีกองกำลังอาเซียนที่ปฏิบัติภารกิจในสงครามไม่เคยมีเลย ไม่ถูกบัญญัติไว้ด้วย ความร่วมมือของอาเซียนคือ  ภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ (non-traditional security) เช่น ปัญหายาเสพติด การก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติถ้า ไม่แก้กติกาตัวนี้ไม่มีทางที่เราจะเป็นกองกำลังเป็นแบบกองกำลังทางทหารขององค์การ-สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization--NATO) ได้เราพัฒนาเป็นกองกำลังอาเซียนด้านภัยพิบัติที่มีความร่วมมือกันเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางด้านมนุษยธรรม แต่ไม่ก้าวก่ายทางด้านการเมือง แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในอนาคต คือ ศักยภาพความร่วมมือทางด้านเอกชนที่พัฒนาขึ้นจากความเข็มแข็ง อธิบายถึงการพัฒนาความร่วมมือเชิงความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเรามีปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความเป็นหนึ่งเดียวในการตอบโต้ภัยพิบัติทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค ที่ทำให้ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันเมื่อเกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ซึ่งอาจยังไม่เห็นภาพเพราะพึ่งออกมาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงของการจัดทำแผนปฏิบัติการ และก็ขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการในระดับรัฐมนตรีระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสต่อไป  การพัฒนาความร่วมมือเชิงความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามแนวคิดของความร่วมมือด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคในศตวรรษที่ 21 ได้กล่าวถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 การวิเคราะห์ประสิทธิผลความร่วมมือด้านความมั่นคงในศตวรรษที่ 21 (effectiveness) คำนึงถึงสิทธิมนุษยธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตยปรับขีดความสามารถในการวางรูปแบบและการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและสร้าง ความคุ้มค่าของผลตอบแทนที่ได้รับบรรยากาศในทางเศรษฐกิจและ มีเสรีภาพที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันในการเอาชนะต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Bailes & Cotty, 2006)

หลังยุคสงครามเย็นมาจนถึงปัจจุบันอาเซียนได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด โดยมีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องกลไกสิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง และในกฎบัตรอาเซียนได้มีข้อบทในส่วนที่เกี่ยวกับเป้าหมายและหลักการของความร่วมมือระหว่างกันที่ระบุชัดเจนเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ทั้งยังระบุให้อาเซียนจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชนของอาเซียน เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอาเซียนอีกด้วย ส่งผลให้ความมั่นคงภายในประเทศของสมาชิกมีความพยายามสร้างความร่วมมือทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนอีกทั้งยังสนับสนุนให้ทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านกฎระเบียบและนโยบายที่คณะรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหรือรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนรับมาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมต่อการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ

ท่ามกลางความหลากหลายทั้งชาติพันธ์ ศาสนาและภาษาในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้ ความขัดแย้งในการแย่งชิงดินแดนและอำนาจในอดีตหรือการถูกแบ่งเป็นประเทศเพื่อการยึดครองของประเทศล่าอาณานิคมและการบิดเบือนทางประวัติศาสตร์เพื่อประโยชน์จากผู้ปกครองและประเทศมหาอำนาจหรือแม้แต่การขยายอำนาจของระบบทุนนิยมและสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น (ค.ศ. 1960-1991) ความร่วมมือของสมาชิกอาเซียนน่าจะมีอุปสรรคมากมาย แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรวมกันและมีความร่วมมือทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมที่เห็นได้ชัดคือเมื่อเกิดภัยในประเทศสมาชิกทุกประเทศจะร่วมมือกันช่วยเหลือตามกำลังและศักยภาพที่มี หากจะวิเคราะห์ด้วยมุมมองของทฤษฎีสรรค์สร้างนิยม จะเห็นได้ว่าผลประโยชน์หรืออำนาจเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของประเทศสมาชิก แต่จะต้องมองถึงทัศนคติของแต่ละชาติด้วยถึงจะมีความขัดแย้งกันเพียงใด สิ่งที่ทุกชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างยอมรับในความสัมพันธ์แบบเครือญาติที่มีวัฒนธรรมร่วมกันแบบผสมผสานที่คล้ายคลึงกันมีประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกันมายาวนาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความร่วมมือด้านความมั่นคงนั้นพัฒนามากขึ้นในส่วนการช่วยเหลือกันมิใช่ด้านการทำสงคราม แต่ความร่วมมือด้านหนึ่งก็สามารถส่งผลต่อความร่วมมืออีกด้านหนึ่ง เมื่อความร่วมมือทางการค้าในภูมิภาคประสบความสำเร็จก็ส่งผลไปของความมั่นคงเชิงความร่วมได้แต่จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์บรรทัดฐาน อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมความร่วมมือเชิงความมั่นคงที่พัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

 

                                                       ดร.สุปรีชา หิรัญบูรณะ
                                                              09/07/2561

    

 

 

Climate Migration and Disasters: Cooperative Security in Southeast Asia

  The escalating impact of climate change has emerged as one of the most pressing challenges facing Southeast Asia in the 21st century. This...